วิธีการกระตุ้นให้เด็กน้อยพูด มีอะไรบ้าง ไปดูกัน

พัฒนาการ

ในการกระตุ้นให้เด็กสามารถพูดได้ ซึ่งอยู่ช่วงวัยกำลังหัดพูดแต่บางครอบครัวมีปัญหาเรื่องของการที่ลูกน้อยไม่พูดไปตามวัย จึงต้องมีวิธีกระตุ้นเพื่อให้เด็กพูดออกมา โดยมีอยู่หลากหลายวิธีด้วยกันให้นำมาใช้กับบุตรหลานของพวกคุณ บทความนี้จะมากล่าวถึงวิธีช่วยกระตุ้นเด็กเล็กให้พูด ว่ามีวิธีอะไรบ้าง

ทำไมการทำให้เด็กพูดได้จึงสำคัญ

หลาย ๆ คนอาจจะคิดว่า เด็กจะพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติเมื่อเวลาผ่านไปตามวัย ไม่จำเป็นต้องกระตุ้นให้พูดก็ได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว หากไม่ทำให้เด็กพูดตามวัยที่เหมาะสมแล้ว เด็กจะไม่อาจพูดออกมาได้เมื่อเลยวัยนั้น ๆ และไม่รู้จักการพูดว่าเป็นอย่างไร ต้องเริ่มพูดแบบไหน จนกลายเป็นเด็กที่พูดไม่เป็น การใช้วิธีกระตุ้นให้พูดจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ และคนเลี้ยงเด็กไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่หรือผู้ปกครองต้องใส่ใจเป็นอย่างมาก เพื่อให้เด็กน้อยเติบโตขึ้นมาได้อย่างมีคุณภาพและมีอนาคตที่สดใส ไม่เกิดปัญหาเกี่ยวกับการพูดในภายหลังเมื่อโตขึ้น ซึ่งวิธีกระตุ้นให้เด็กพูดนั้น จะกล่าวถึงในหัวข้อถัดไป

วิธีกระตุ้นให้เด็กพูดทั้ง 10 วิธี

สำหรับวิธีที่กระตุ้นให้เด็กสามารถพูดได้ จะมีอยู่ทั้งหมด 10 วิธีที่จะกล่าวถึง ดังนี้

  • อ่านหนังสือให้เด็กฟัง เป็นการเสริมความจำและสร้างจินตนาการให้เด็กน้อยอีกทั้งยังสามารถจำคำพูดมากขึ้นแล้วนำไปใช้พูดเองได้
  • ฝึกด้วยเสียงเพลง เพราะเด็กจะสนใจเสียงเพลงมากกว่า เมื่อฮัมเพลงให้ฟังเป็นประจำ จะเป็นการกระตุ้นให้เด็กสามารถพูดได้เร็วขึ้น
  • ยืดเสียงสระ โดยยืดเสียงสระยาว ๆ เพื่อให้เด็กสามารถเข้าใจในสิ่งที่พูดได้ดีกว่าเดิม อาจจะใช้คำศัพท์ที่มีสระยาวและเป็นคำง่าย ๆ ให้เด็กฟังเพื่อให้พูดตามได้ไม่ยาก
  • ชวนเด็กคุยบ่อย ๆ เพราะการคุยกับเด็กจะช่วยให้เกิดพัฒนาทางการพูดของเด็กได้ สามารถพูดให้เด็กฟังในประโยคเดิมบ่อย ๆ ให้จดจำแล้วพูดประโยคนั้นได้
  • ใช้ระดับเสียงที่แตกต่างเมื่อพูดกับเด็ก เพื่อให้เกิดความน่าสนใจหากใช้โทนเสียงที่แตกต่างกัน ทำให้เด็กตั้งใจฟังแล้วจดจำไปพูดได้เร็วกว่าเดิม
  • กระตุ้นโดยการใช้ความสนใจของเด็ก เมื่อเด็กสนใจอะไรก็จะพูดสิ่งนั้นให้ได้รู้จัก เช่น เมื่อเด็กน้อยจับดินสอ ให้พูดสิ่งที่เด็กจับว่า ดินสอ ซ้ำ ๆ หลายครั้ง เพื่อให้จำได้ว่าสิ่งที่จับอยู่คืออะไร
  • ฝึกให้พูดด้วยภาษากาย นั่นก็คือการส่งสายตา ไม่มีการออกเสียง เพื่อให้เด็กเข้าใจสิ่งที่สื่อ นอกจากนี้การใช้ท่าทางแบบต่าง ๆ ก็ช่วยให้เด็กน้อยเข้าใจยิ่งขึ้น
  • ฝึกโดยการซ้ำคำสั้น ๆ ซึ่งเด็กที่อายุไม่มากกว่า 3 ขวบจะพูดเป็นประโยคไม่ได้ จึงต้องใช้คำสั้น ๆ เพื่อให้เด็กเข้าใจความหมายได้ง่ายขึ้น
  • ฝึกด้วยการลงมือทำ เพราะบางคำเด็กไม่สามารถเข้าใจความหมายได้ จึงต้องใช้การสัมผัสเพื่อสื่อสารว่าสิ่งนั้นคืออะไร
  • ฝึกโดยการเล่นเกม หากเด็กอายุ 2 ขวบ อาจหากิจกรรมที่น่าสนใจและเหมาะสมกับเด็กวัยนี้มาให้ทำ พร้อมภาษากายที่ช่วยให้เด็กสามารถเรียนรู้และเข้าใจความหมายง่ายขึ้น

จะเห็นว่า การฝึกให้เด็กเล็กพูดได้นั้นไม่ยากจนเกินไปเมื่อทำตามวิธีการทั้ง 10 ที่กล่าวมานี้ ซึ่งการพูดเป็นสิ่งที่สำคัญมากและไม่สามารถมองข้ามได้ เพื่อให้เด็กสามารถพูดได้อย่างไม่เขินอาย กล้าแสดงออก และทำให้เกิดพัฒนาการที่ดียิ่งขึ้นในอนาคตเมื่อเติบโตขึ้น หากเด็กคนไหนไม่พูดตามวัย จึงต้องมีการกระตุ้นให้เด็กพูดออกมา เมื่อเด็กพูดได้ ก็จะนำไปสู่พัฒนาการอื่น ๆ ตามมา เพื่อการเติบโตที่ดีของบุตรหลานคุณนั่นเอง

Related Post

พัฒนาการ

มารู้จักกับการพัฒนาเด็กเล็กด้วยวิธี EF ที่มีประสิทธิภาพมารู้จักกับการพัฒนาเด็กเล็กด้วยวิธี EF ที่มีประสิทธิภาพ

การพัฒนาเด็กเล็กด้วยการใช้วิธี EF นั้นเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ทำให้เด็กฉลาดและเก่งยิ่งขึ้น อีกทั้งยังสร้างความคิดสร้างสรรค์ให้กับเด็กอีกด้วย ซึ่งวิธีการนี้เป็นที่นิยมมากในหลาย ๆ ครอบครัวที่มีลูกน้อยที่อยู่ในวัยเติบโตและกำลังเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ในบทความนี้จึงมากล่าวถึงวิธีการพัฒนาเด็กเล็กด้วย EF ให้ทุกคนรู้จักเพื่อนำไปใช้กับบุตรหลานของแต่ละคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความหมายของ EF EF หรือก็คือ Executive Functions คือกระบวนการคิดที่ทำงานด้วยการใช้สมองส่วนหน้า ซึ่งเป็นสมองที่มีความเกี่ยวข้องทางด้านความรู้สึก ความคิด การกระทำ ยกตัวอย่างเช่น การควบคุมอารมณ์ การไตร่ตรองสิ่งต่าง ๆ ความมุ่งมั่น การตั้งเป้าหมายเกี่ยวกับเรื่องที่ต้องการจะทำ การวางแผน ความยับยั้งชั่งใจ การเรียงลำดับความสำคัญ

พัฒนาการ

เรื่องราวของเด็กที่อยู่บ้านคนเดียวในโลกสมัยใหม่เรื่องราวของเด็กที่อยู่บ้านคนเดียวในโลกสมัยใหม่

ในโลกปัจจุบันนี้ ดูเหมือนว่าการทิ้งเด็กไว้ที่บ้านตลอดทั้งวันจะกลายเป็นเรื่องธรรมดามากขึ้นเรื่อย ๆ พวกเขาอาจจะดูทีวี เล่นวิดีโอเกม หรือเพียงแค่ท่องอินเทอร์เน็ต ปรากฏการณ์นี้เติบโตขึ้นเนื่องจากความคิดที่ว่าเด็กต้องการเวลาสำหรับตัวเองและผู้ปกครองไม่ควรที่จะเอาแต่ใจ แต่เด็กเหล่านี้ทำอะไรเมื่ออยู่คนเดียว? และผู้ใหญ่อย่างเราจะหลีกเลี่ยงสถานการณ์ดังกล่าวได้อย่างไร? เป็นเรื่องปกติที่เด็กจะถูกทิ้งให้อยู่ตามลำพังที่บ้าน ไม่ควรปล่อยให้พวกเขาอยู่บ้านคนเดียวก่อนที่พวกเขาจะโตพอ อายุจะขึ้นอยู่กับระดับวุฒิภาวะของเด็ก ระดับความรับผิดชอบ และความรับผิดชอบที่พวกเขาได้รับที่บ้าน อาจเป็นการดีที่สุดที่จะรอจนกว่าพวกเขาจะอายุ 12 ปี จึงจะปล่อยให้อยู่บ้านตามลำพังได้ จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเราปล่อยให้ลูกอยู่คนเดียว? ในอดีต การเลี้ยงลูกทำได้ง่ายกว่าเพราะไม่มีความเสี่ยงให้กังวลมากนัก เด็ก ๆ จะไม่เดือดร้อนเพราะเบื่อหรือไม่มีทางเลือกอื่น แต่ตอนนี้ด้วยหน้าจอและแอปทั้งหมดที่มีให้ จึงเป็นเรื่องยากที่จะป้องกันไม่ให้เด็ก ๆ โต้ตอบกับเทคโนโลยีเมื่ออยู่บ้านคนเดียว พวกเขาอาจเข้าถึงเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมหรือพบกับคนแปลกหน้าทางออนไลน์ที่อาจนำไปสู่สถานการณ์ที่ไม่ปลอดภัย เพื่อให้ลูก